ยอดขายที่หดตัวในจีนหักล้างการเติบโตในตลาดหลักของโตโยต้า
โตโยต้า มอเตอร์ จำหน่ายรถยนต์โตโยต้าและเลกซัสทั่วโลก 5,059,014 คัน ระหว่างเดือนเมษายนถึงกันยายน 2026 ลดลง 4.0% จากปีก่อนหน้า เนื่องจากยอดขายในจีนที่ร่วงลงอย่างหนักหักล้างยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในอเมริกาเหนือและยุโรป ตัวเลขที่ประกาศเมื่อวันที่ 29 ตุลาคมนับเป็นการลดลงครั้งแรกของยอดขายครึ่งปีแรกในรอบสองปี
สารบัญ
- ยอดขายที่หดตัวในจีนหักล้างการเติบโตในตลาดหลักของโตโยต้า
- จีนฉุดยอดขายรวมลงมากแค่ไหน?
- เหตุใดราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจึงหนุนรถไฮบริดในตลาดหนึ่ง แต่ฉุดยอดขายในอีกตลาด
- ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทำสถิติสูงสุด แต่ยังตามหลังธุรกิจรถไฮบริด
- ยอดขายในจีนเดือนกันยายนลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่แปด
- ยอดจดทะเบียนสะท้อนแรงกดดันต่อบริษัทร่วมทุนทั้งสองแห่งของโตโยต้า
- การแข่งขันในจีนมีทั้งผู้ชนะและผู้แพ้จากทั้งสองฝั่ง
- การผลิตลดลง ขณะที่ญี่ปุ่นช่วยพยุงการชะลอตัว
- คาดการณ์กำไรส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับความต้องการรถไฮบริดที่ต่อเนื่อง
- ประเด็นสำคัญ
ยอดขายในจีนลดลง 25.1% เหลือ 684,903 คัน ขณะที่ยอดขายในตะวันออกกลางลดลง 35.1% เหลือ 187,802 คัน ราคาน้ำมันเบนซินที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางกดดันความต้องการรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซิน รวมถึงรถไฮบริดในจีน ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและการแข่งขันจากผู้ผลิตในประเทศยิ่งซ้ำเติมความยากลำบากของโตโยต้า
อเมริกาเหนือ ยุโรป และญี่ปุ่นมีทิศทางตรงกันข้าม ยอดขายในอเมริกาเหนือเพิ่มขึ้น 1.8% เป็น 1,538,839 คัน ยอดขายในยุโรปเพิ่มขึ้น 1.4% เป็น 594,913 คัน และยอดขายในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 12.4% เป็น 802,798 คัน รถไฮบริดช่วยหนุนความต้องการในอเมริกาเหนือและยุโรป ส่วนรถรุ่นใหม่ที่ได้รับความนิยมช่วยเพิ่มยอดขายของโตโยต้าในญี่ปุ่น
ผลประกอบการของโตโยต้าสะท้อนภาพที่แตกต่างกันนี้อย่างชัดเจน เทคโนโลยีที่ดึงดูดผู้ซื้อในอเมริกาเหนือกลับทำให้เสียลูกค้าในจีน ยอดขายรถไฮบริดทั่วโลกของโตโยต้ายังเพิ่มขึ้น 8.4% เป็นสถิติสูงสุดที่ 2,368,674 คัน ขณะที่ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า แตะสถิติสูงสุดที่ 230,764 คัน
จีนฉุดยอดขายรวมลงมากแค่ไหน?
จีนคิดเป็นประมาณ 13.5% ของยอดขายรถยนต์โตโยต้าและเลกซัสในช่วงหกเดือน ยอดขายที่ลดลงในจีนมีขนาดมากพอจะหักล้างยอดขายที่เพิ่มขึ้นรวมกันในอเมริกาเหนือ ยุโรป และญี่ปุ่น
การคำนวณจากยอดขายที่เผยแพร่และอัตราการเติบโตที่ปัดเศษแล้ว ประเมินว่ายอดขายในจีนลดลงราว 230,000 คันเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ส่วนยอดขายทั่วโลกของโตโยต้าลดลงประมาณ 211,000 คัน ดังนั้นการเติบโตในตลาดอื่นจึงช่วยชดเชยยอดขายที่หายไปในจีนได้บางส่วน แม้ตลาดอื่นอย่างตะวันออกกลางและอินเดียจะอ่อนตัวลงด้วย
ยอดขายของโตโยต้านอกญี่ปุ่นลดลง 6.5% เหลือ 4,256,216 คัน การเพิ่มขึ้นของยอดขายในญี่ปุ่นช่วยบรรเทาการลดลงของยอดขายรวมทั่วโลก แสดงให้เห็นว่าตลาดในประเทศมีส่วนช่วยบริษัทมากเพียงใดในช่วงที่ตลาดต่างประเทศเผชิญความยากลำบาก
ยอดขายในอินเดียลดลง 5.0% เหลือประมาณ 150,000 คัน การหดตัวที่รุนแรงกว่าในตะวันออกกลางเพิ่มแรงกดดันอีกทาง ทำให้โตโยต้าต้องพึ่งพาการเติบโตในตลาดขนาดใหญ่เพื่อจำกัดความเสียหาย
เหตุใดราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจึงหนุนรถไฮบริดในตลาดหนึ่ง แต่ฉุดยอดขายในอีกตลาด
ยอดขายรถไฮบริดในอเมริกาเหนือเพิ่มขึ้น 20.2% เป็นประมาณ 779,000 คัน คิดเป็นราวครึ่งหนึ่งของยอดขายโตโยต้าและเลกซัสในภูมิภาค เมื่อเทียบกับยอดขายรวมในภูมิภาคที่ 1,538,839 คัน
รถไฮบริดทั่วไปใช้เครื่องยนต์เบนซินร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ โดยใช้น้ำมันเบนซินน้อยกว่ารถที่มีขนาดใกล้เคียงกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เพียงอย่างเดียว จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจเมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น แบตเตอรี่ชาร์จไฟจากการทำงานของรถ ไม่จำเป็นต้องเสียบปลั๊กชาร์จ
ผู้ซื้อในจีนมีพฤติกรรมต่างออกไป ยอดขายรถไฮบริดของโตโยต้าในจีนลดลง 9.9% เหลือประมาณ 392,000 คัน รถไฮบริดยังทำยอดขายได้ดีกว่าธุรกิจโดยรวมของโตโยต้าในจีน ซึ่งลดลง 25.1% แต่ก็ยังเสียส่วนแบ่ง เนื่องจากผู้ซื้อหันไปใช้รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ทั้งหมด
ผู้ผลิตจีนยังแข่งขันกันด้วยฟีเจอร์ของรถและซอฟต์แวร์ในรถ โตโยต้าต้องรับมือกับการแข่งขันดังกล่าวด้วยรถยนต์ไฟฟ้าที่ดึงดูดผู้ซื้อได้ไม่มากพอ ปัญหาของบริษัทจึงมีทั้งประเภทรถที่ลูกค้าต้องการและความน่าดึงดูดของผลิตภัณฑ์เมื่อเทียบกับตัวเลือกจากผู้ผลิตในประเทศ
ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทำสถิติสูงสุด แต่ยังตามหลังธุรกิจรถไฮบริด
ยอดขายรถไฮบริดทั่วโลกของโตโยต้า 2,368,674 คัน คิดเป็นประมาณ 46.8% ของยอดส่งมอบรถยนต์โตโยต้าและเลกซัสระหว่างเดือนเมษายนถึงกันยายน ส่วนยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า 230,764 คัน คิดเป็นประมาณ 4.6%
ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นขนาดที่แตกต่างกันของธุรกิจทั้งสองประเภท โตโยต้าขายรถไฮบริดราว 10 คันต่อรถยนต์ไฟฟ้าหนึ่งคัน แม้ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 2.3 เท่าของปีก่อนหน้า
รถยนต์พลังงานไฟฟ้าในภาพรวม ซึ่งมีรถไฮบริดเป็นสัดส่วนหลัก เพิ่มขึ้น 14.2% เป็นประมาณ 2.81 ล้านคัน นับเป็นสถิติสูงสุดอีกครั้ง รถยนต์พลังงานไฟฟ้าครอบคลุมเทคโนโลยีหลายประเภทที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้า จึงมีความหมายกว้างกว่ารถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ทั้งหมด
สำหรับโตโยต้า การเติบโตดังกล่าวเป็นแหล่งความต้องการที่สำคัญในช่วงที่ยอดขายรวมลดลง อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของรถไฮบริดทั่วโลกยังไม่เพียงพอที่จะพลิกสถานการณ์ยอดขายที่ลดลงในจีน ซึ่งยอดขายรถไฮบริดของบริษัทก็หดตัวเช่นกัน
ยอดขายในจีนเดือนกันยายนลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่แปด
ยอดขายรถยนต์โตโยต้าและเลกซัสในจีนลดลง 20% ในเดือนกันยายน ทำให้ยอดขายลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่แปด ผลประกอบการรายเดือนแสดงให้เห็นว่าความอ่อนแอยังคงดำเนินต่อไปจนถึงสิ้นสุดรอบรายงานหกเดือน
ยอดขายในเดือนกันยายนเพิ่มขึ้น 1.8% ในญี่ปุ่น และ 8.6% ในอเมริกาเหนือ การเพิ่มขึ้นในอเมริกาเหนือสูงกว่าอัตราเติบโต 1.8% ตลอดช่วงเดือนเมษายนถึงกันยายน จึงเป็นผลลัพธ์ที่สดใสขึ้นเมื่อสิ้นสุดช่วงดังกล่าว
ยอดขายของทั้งกลุ่มซึ่งรวมไดฮัทสุลดลง 2.9% ในเดือนกันยายน เหลือ 921,847 คัน ขณะที่การผลิตลดลง 4.5% เหลือ 989,168 คัน ตลอดหกเดือน ยอดขายรวมไดฮัทสุลดลง 4.6% เหลือ 5,381,058 คัน นับเป็นการลดลงครั้งแรกในช่วงดังกล่าวในรอบสองปีเช่นกัน
พัฒนาการล่าสุดมีสามวันที่สำคัญ:
- สิงหาคม 2026: โตโยต้าปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรสำหรับปีงบการเงินที่สิ้นสุดเดือนมีนาคม 2027 เป็น 3.4 ล้านล้านเยน
- กันยายน 2026: โตโยต้าและเลกซัสมียอดขายในจีนลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่แปด
- 29 ตุลาคม 2026: โตโยต้าประกาศผลยอดขายและการผลิตระหว่างเดือนเมษายนถึงกันยายน
ยอดจดทะเบียนสะท้อนแรงกดดันต่อบริษัทร่วมทุนทั้งสองแห่งของโตโยต้า
ยอดจดทะเบียนประกันภัยในจีนเดือนกันยายนช่วยให้เห็นภาพรถยนต์ที่ผลิตในประเทศของโตโยต้าชัดเจนขึ้น FAW Toyota มียอดจดทะเบียนประมาณ 59,000 คัน ลดลง 11% จากปีก่อนหน้า ส่วน GAC Toyota มียอดจดทะเบียนประมาณ 49,000 คัน ลดลง 34%
บริษัทร่วมทุนทั้งสองแห่งมียอดจดทะเบียนรวมประมาณ 108,000 คันในเดือนนั้น ระหว่างเดือนมกราคมถึงกันยายน FAW Toyota ลดลง 13% และ GAC Toyota ลดลง 15%
ยอดจดทะเบียนประกันภัยนับจำนวนรถที่จดทะเบียนเมื่อลูกค้าซื้อในจีน ตัวเลขนี้ครอบคลุมการซื้อในประเทศของรถที่ผลิตในจีน และไม่รวมรถยนต์โตโยต้าและเลกซัสที่นำเข้า ตัวเลขยอดขายของบริษัทโตโยต้าครอบคลุมรถอีกกลุ่มหนึ่ง ดังนั้นตัวชี้วัดทั้งสองจึงสะท้อนภาพธุรกิจคนละมุม
ยอดขายเดือนกันยายนของ GAC Toyota ที่ลดลงมากกว่าแสดงให้เห็นว่าแรงกดดันภายในธุรกิจของโตโยต้าในจีนไม่เท่ากัน อย่างไรก็ตาม บริษัทร่วมทุนทั้งสองแห่งมียอดขายต่ำกว่าระดับปีก่อนหน้า ทั้งในเดือนกันยายนและตลอดเก้าเดือนแรก
การแข่งขันในจีนมีทั้งผู้ชนะและผู้แพ้จากทั้งสองฝั่ง
Geely มียอดจดทะเบียนในประเทศประมาณ 141,000 คันในเดือนกันยายน เพิ่มขึ้น 32% จากปีก่อนหน้า แบรนด์หลักของ BYD ยังคงมียอดสูงกว่าอยู่ที่ประมาณ 195,000 คัน แต่ลดลง 37%
ตัวเลขจดทะเบียนชุดเดียวกันระบุว่า Tesla มียอดประมาณ 64,000 คัน ลดลง 9% จากปีก่อนหน้า แม้เพิ่มขึ้น 28% จากเดือนสิงหาคม SAIC Volkswagen ลดลง 37% เหลือประมาณ 54,000 คัน ขณะที่ FAW-Volkswagen ลดลง 41% เหลือประมาณ 49,000 คัน
แบรนด์จีนบางรายเติบโตอย่างรวดเร็ว ZEEKR มียอดจดทะเบียนประมาณ 25,000 คัน เพิ่มขึ้น 74% และ ARCFOX มียอดประมาณ 19,000 คัน เพิ่มขึ้น 24% ส่วน Great Wall Motor มียอดลดลง 33% เหลือราว 46,000 คัน
โตโยต้าจึงกำลังแข่งขันในตลาดที่ความต้องการเปลี่ยนแปลงไปทั้งระหว่างแบรนด์ต่าง ๆ และระหว่างเทคโนโลยี การเติบโตของ Geely การลดลงของ BYD และผลประกอบการรายเดือนที่ผันผวนของ Tesla สะท้อนว่าการแข่งขันมีความหลากหลายมากขึ้นเพียงใด
ผู้ผลิตญี่ปุ่นรายอื่นก็เผชิญยอดขายในจีนลดลงอย่างหนักในเดือนกันยายนเช่นกัน ยอดขายของฮอนด้าในจีนลดลง 53% ส่งผลให้ยอดขายทั่วโลกลดลง 6.5% เหลือ 271,402 คัน ยอดขายในจีนของนิสสันลดลง 62% ขณะที่ยอดขายทั่วโลกลดลง 10% ตัวเลขยอดขายของแต่ละบริษัทเป็นข้อมูลคนละชุดกับยอดจดทะเบียนประกันภัย
การผลิตลดลง ขณะที่ญี่ปุ่นช่วยพยุงการชะลอตัว
การผลิตทั่วโลกของโตโยต้าลดลง 1.9% เหลือ 4,895,406 คัน ระหว่างเดือนเมษายนถึงกันยายน นับเป็นการลดลงครั้งแรกในช่วงดังกล่าวในรอบสองปี การผลิตนอกญี่ปุ่นลดลงมากกว่า โดยหดตัว 5.6% เหลือ 3,215,352 คัน
เมื่อนำการผลิตในต่างประเทศออกจากยอดรวมทั่วโลก จะได้ตัวเลขการผลิตในญี่ปุ่นที่ 1,680,054 คัน โรงงานในญี่ปุ่นจึงคิดเป็นประมาณ 34% ของการผลิตทั้งหมดของโตโยต้าในช่วงหกเดือน ส่วนโรงงานในต่างประเทศคิดเป็นประมาณ 66%
ยอดขายและการผลิตวัดคนละขั้นตอนของธุรกิจ การผลิตนับจำนวนรถที่ประกอบขึ้น ส่วนยอดขายนับจำนวนรถที่ขายได้ในช่วงรายงาน รถยนต์อาจอยู่ระหว่างขนส่งหรือในสต็อกของตัวแทนจำหน่ายระหว่างสองขั้นตอนนี้ ยอดรวมจึงไม่จำเป็นต้องตรงกัน
ญี่ปุ่นยังช่วยหนุนด้านความต้องการด้วย ยอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 802,798 คัน นับเป็นการเพิ่มขึ้นครั้งแรกในช่วงดังกล่าวในรอบสามปี โดยมีรถรุ่นใหม่ช่วยผลักดัน การเติบโตในตลาดญี่ปุ่นช่วยบรรเทายอดขายที่ลดลงในต่างประเทศ แม้จะยังชดเชยได้ไม่ทั้งหมด
คาดการณ์กำไรส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับความต้องการรถไฮบริดที่ต่อเนื่อง
ในเดือนสิงหาคม โตโยต้าปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรสำหรับปีงบการเงินที่สิ้นสุดเดือนมีนาคม 2027 เป็น 3.4 ล้านล้านเยน โดยได้แรงหนุนจากความต้องการรถไฮบริดในสหรัฐฯ และการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนที่เอื้อประโยชน์ ก่อนหน้านี้ในปีเดียวกัน บริษัทคาดว่ากำไรจะลดลงเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี เนื่องจากเผชิญต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ปริมาณยอดขายกับกำไรอาจเปลี่ยนแปลงไปคนละทิศทาง ประเภทรถที่ขาย ราคา ต้นทุนการผลิต และอัตราแลกเปลี่ยน ล้วนส่งผลต่อรายได้ของผู้ผลิต ดังนั้นตลาดรถไฮบริดที่แข็งแกร่งขึ้นจึงช่วยหนุนกำไรได้ แม้จำนวนรถยนต์ที่ขายโดยรวมจะลดลง
โตโยต้ายังระบุว่ายอดขายรถไฮบริดมีแนวโน้มทะลุ 5 ล้านคันเป็นครั้งแรกในปีปฏิทิน 2026 เป้าหมายนี้ครอบคลุมช่วงเดือนมกราคมถึงธันวาคม ขณะที่รายงานยอดขายล่าสุดครอบคลุมเดือนเมษายนถึงกันยายน ส่วนคาดการณ์กำไรสำหรับปีงบการเงินครอบคลุมถึงเดือนมีนาคม 2027
บริษัทยังไม่ได้ระบุช่วงเวลาที่คาดว่าตลาดจีนจะฟื้นตัว ความท้าทายเร่งด่วนของโตโยต้าคือการรักษาความต้องการรถไฮบริดที่หนุนตลาดอเมริกาเหนือและยุโรป พร้อมดึงดูดผู้ซื้อในจีนให้หันมาซื้อรถยนต์ไฟฟ้าของบริษัทมากขึ้น การที่ยอดขายในจีนลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่แปดในเดือนกันยายนแสดงให้เห็นถึงขนาดของความท้าทาย
ประเด็นสำคัญ
- ยอดขายรถยนต์โตโยต้าและเลกซัสลดลง 4.0% เหลือ 5,059,014 คัน ระหว่างเดือนเมษายนถึงกันยายน 2026
- ยอดขายในจีนลดลง 25.1% เหลือ 684,903 คัน ขณะที่ยอดขายในตะวันออกกลางลดลง 35.1% เหลือ 187,802 คัน
- อเมริกาเหนือและยุโรปมียอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงดังกล่าว ส่วนยอดขายในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 12.4%
- ยอดขายรถไฮบริดทั่วโลกทำสถิติสูงสุดที่ 2,368,674 คัน และยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทำสถิติสูงสุดที่ 230,764 คัน
- การผลิตทั่วโลกลดลง 1.9% เหลือ 4,895,406 คัน
- ยอดขายของโตโยต้าในจีนลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่แปดในเดือนกันยายน






