ศึกเลือกตั้งนิวซีแลนด์สูสี ค่าครองชีพและพรรคเล็กชี้ชะตาการจัดตั้งรัฐบาล

ใช้เวลาอ่าน 12 นาที
New Zealand Election Tightens as Living Costs and Small Parties Shape Race for Power

นำห่างเล็กน้อย แต่ยังไม่มีทางชัดเจนสู่การจัดตั้งรัฐบาล

พรรคแรงงานนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน มีคะแนนนำพรรคชาตินิยมซึ่งเป็นพรรครัฐบาลในการสำรวจความคิดเห็นช่วงท้าย ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 7 พฤศจิกายน 2026 แต่ทั้งสองขั้วการเมืองต่างยังมีจำนวนที่นั่งตามคาดไม่พอจัดตั้งรัฐบาลเพียงลำพัง เมื่อค่าใช้จ่ายในครัวเรือนเป็นเรื่องที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกังวลมากที่สุด คะแนนสนับสนุนพรรค Opportunity ที่ 5.1% อาจทำให้พรรคหน้าใหม่มีเสียงชี้ขาดว่าใครจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี

สารบัญ
  1. นำห่างเล็กน้อย แต่ยังไม่มีทางชัดเจนสู่การจัดตั้งรัฐบาล
  2. ผลสำรวจช่วงท้ายบอกอะไร
  3. เหตุใดเกณฑ์คะแนนของ Opportunity จึงสำคัญมาก
  4. ค่าครองชีพเป็นประเด็นหลัก ขณะที่ความกังวลเรื่องน้ำมันพุ่งขึ้น
  5. พรรคแรงงานได้รับความไว้วางใจมากที่สุดในประเด็นหลัก
  6. ตัวเลขการจ้างงานทำให้การแข่งขันด้านเศรษฐกิจเข้มข้นขึ้น
  7. สองคะแนนเสียง และเสียงข้างมากที่อาจเปลี่ยนแปลงได้
  8. คนต่างวัยเลือกนโยบายต่างกัน
  9. ปิดหีบเมื่อใด และเมื่อใดจึงนับคะแนนเสร็จสิ้น
  10. ประเด็นสำคัญ

ผลสำรวจ Freshwater Strategy ซึ่งจัดทำร่วมกับ Infrastructure New Zealand ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคมถึง 3 พฤศจิกายน และเผยแพร่เมื่อวันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน พบว่าพรรคแรงงานได้คะแนน 30.7% และพรรคชาตินิยม 26.4% การคาดการณ์สำหรับรัฐสภา 120 ที่นั่งระบุว่า พรรคชาตินิยมและพรรคร่วมอย่าง ACT กับ New Zealand First จะได้ 59 ที่นั่ง ขาดอีกสองที่นั่งจึงจะครองเสียงข้างมาก ส่วนพรรคแรงงาน พรรคกรีน และ Te Pāti Māori จะได้รวมกัน 55 ที่นั่ง

แรงกดดันต่อรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีคริสโตเฟอร์ ลักซอนไม่ได้มีเพียงเรื่องจำนวนที่นั่งเลือกตั้ง ผลสำรวจ Ipsos พบว่า 64% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าเงินเฟ้อและค่าครองชีพเป็นหนึ่งในสามประเด็นสำคัญที่สุด รองลงมาคือสาธารณสุขที่ 45% และราคาน้ำมันที่ 31% อัตราการว่างงานอยู่ที่ 5.7% ในไตรมาสสิ้นสุดเดือนกันยายน สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2015

ตัวเลขคณะกรรมการการเลือกตั้งระบุว่า มีผู้ลงคะแนนล่วงหน้าแล้วเกือบ 1.67 ล้านคน ณ วันพฤหัสบดี สำหรับผู้ที่จะไปลงคะแนนในวันเสาร์ หน่วยเลือกตั้งมีกำหนดเปิดตั้งแต่ 9.00 น. ถึง 19.00 น. ผลนับคะแนนเบื้องต้นจะเริ่มทยอยออกในเย็นวันนั้น ส่วนผลอย่างเป็นทางการ ซึ่งรวมบัตรลงคะแนนพิเศษ มีกำหนดประกาศวันที่ 27 พฤศจิกายน

ผลสำรวจช่วงท้ายบอกอะไร

คะแนนพรรคแรงงานเพิ่มขึ้น 2 จุดจากผลสำรวจ Freshwater ครั้งก่อนที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ขณะที่พรรคชาตินิยมลดลง 1.2 จุด พรรคกรีนอยู่ที่ 13% ส่วน New Zealand First อยู่ที่ 12%, ACT ที่ 9.8% และ Te Pāti Māori ที่ 2% คะแนนพรรค Opportunity ลดลง 0.3 จุด มาอยู่ที่ 5.1% สูงกว่าเกณฑ์ที่โดยทั่วไปต้องได้เพื่อมีที่นั่งจากคะแนนพรรคทั่วประเทศเพียงเล็กน้อย

โฆษณา

ผลสำรวจช่วงท้ายจากสำนักอื่นพบว่าคะแนนของสองพรรคใหญ่ใกล้เคียงกันมากกว่า Curia ให้พรรคชาตินิยมอยู่ที่ 28.9% และพรรคแรงงานที่ 28.4% ส่วน Verian ให้ทั้งสองพรรคอยู่ที่ 30% และ 29% ตามลำดับ Reid Research ให้พรรคแรงงาน 30.6% และพรรคชาตินิยม 24.8% พรรค Opportunity ได้ 5.8% ในผลสำรวจ Curia และ 6% ในผลสำรวจ Verian

คะแนนของพรรคเล็กก็แตกต่างกันไปตามผลสำรวจ พรรคกรีนได้ 14.4% จาก Curia, 16% จาก Verian และ 14.5% จาก Reid Research ส่วน ACT ได้ราว 10% ในผลสำรวจทั้งสาม ขณะที่ New Zealand First อยู่ในช่วง 8% ถึง 9.9% ความแตกต่างเหล่านี้มีความสำคัญ เพราะรัฐบาลชุดต่อไปต้องอาศัยเสียงสนับสนุนจากหลายพรรค ไม่ใช่แค่การที่พรรคแรงงานหรือพรรคชาตินิยมได้อันดับหนึ่ง

ในวันสุดท้ายของการหาเสียง ลักซอนเรียกร้องให้ผู้สนับสนุนออกไปลงคะแนน นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการแข่งขันโดยเน้นว่าคะแนนที่ยังไม่ได้ลงจะเป็นตัวตัดสิน:

ผลสำรวจเดียวที่สำคัญคือผลในคืนพรุ่งนี้

คริส ฮิปกินส์ หัวหน้าพรรคแรงงาน ซึ่งขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีต่อจากจาซินดา อาร์เดิร์นในปี 2023 ก่อนแพ้การเลือกตั้งในปีเดียวกันให้ลักซอน กล่าวว่าเป้าหมายเฉพาะหน้าคือการนำพรรคที่มีที่นั่งมากที่สุด เขาเว้นเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลผสมไว้หารือภายหลัง:

เรามั่นใจว่าจะเป็นพรรคที่ใหญ่ที่สุดในรัฐสภา ผมยิ่งมั่นใจมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าจะเป็นเช่นนั้น

เหตุใดเกณฑ์คะแนนของ Opportunity จึงสำคัญมาก

ฉิวเล หว่อง หัวหน้าพรรค Opportunity วัย 38 ปี เข้าสู่วงการการเมืองเมื่อราวหนึ่งปีก่อน หลังตอบรับประกาศรับสมัครตำแหน่งหัวหน้าพรรค เธอเคยเป็นที่ปรึกษาด้านธุรกิจยั่งยืน และนำพรรคที่เสนอมาตรการเก็บภาษีที่ดินกับรายได้พื้นฐานถ้วนหน้า ซึ่งเป็นเงินจ่ายประจำที่ตั้งใจให้มาแทนเงินช่วยเหลือสวัสดิการ

พรรค Opportunity ระบุว่าพร้อมร่วมงานกับฝ่ายใดก็ได้ และจะเริ่มเจรจากับพรรคที่มีจำนวนที่นั่งมากที่สุด ทางเลือกที่เป็นไปได้มีทั้งการเข้าร่วมรัฐบาลผสม การสนับสนุนรัฐบาลในการลงมติไว้วางใจและงบประมาณ หรือการนั่งเป็นฝ่ายค้านโดยไม่เข้าร่วมรัฐบาล การสนับสนุนด้านความไว้วางใจและงบประมาณหมายถึงการช่วยให้รัฐบาลผ่านมติสำคัญในรัฐสภาและผ่านงบประมาณ โดยไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมคณะรัฐมนตรี

ผลคาดการณ์ของ Freshwater ทำให้มีที่นั่งอยู่นอกสองขั้วหลัก 6 ที่นั่ง หากที่นั่งเหล่านี้ตกเป็นของพรรค Opportunity ขั้วใดขั้วหนึ่งก็อาจมีเสียงถึง 61 ที่นั่งเมื่อรวมเสียงสนับสนุนของพรรคนี้ แต่หากคะแนนต่ำกว่า 5% และไม่ได้ชนะในเขตเลือกตั้ง พรรค Opportunity ก็จะไม่มีที่นั่งในรัฐสภา และการจัดสรรที่นั่งระหว่างพรรคที่ผ่านเกณฑ์จะเปลี่ยนไป

โฆษณา

ลักซอนปฏิเสธข้อตกลงกับพรรค Opportunity ไปแล้ว ทำให้เกิดข้อจำกัดทางการเมืองเพิ่มเติมจากข้อจำกัดด้านจำนวนที่นั่ง ฮิปกินส์ก็ต้องเจรจาเงื่อนไขกับพรรคที่อาจเป็นพันธมิตรเช่นกัน ยังไม่มีการตกลงจัดตั้งรัฐบาลผสม และการเจรจาอาจกินเวลาหลายสัปดาห์ ระหว่างที่พรรคต่าง ๆ รอผลนับคะแนนสุดท้ายและต่อรองเรื่องนโยบายกับตำแหน่งรัฐมนตรี

ลารา กรีฟส์ รองศาสตราจารย์ด้านการเมืองจากมหาวิทยาลัยวิกตอเรียแห่งเวลลิงตัน อธิบายว่าพรรคเล็กอยู่ในสถานะต่อรองที่ "ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน" คะแนนสนับสนุนที่พรรคเหล่านี้รวมกันมีอยู่เปิดทางให้เรียกร้องข้อผูกพันด้านนโยบายที่สำคัญจากพรรคใหญ่ฝ่ายใดก็ตามที่ต้องการเสียงของพวกเขา

ค่าครองชีพเป็นประเด็นหลัก ขณะที่ความกังวลเรื่องน้ำมันพุ่งขึ้น

ผลสำรวจ Issues Monitor ครั้งที่ 35 ของ Ipsos สำรวจชาวนิวซีแลนด์อายุ 18 ปีขึ้นไป 1,008 คน ผ่านกลุ่มตัวอย่างออนไลน์ระหว่างวันที่ 19 ถึง 27 ตุลาคม ผู้ตอบแบบสอบถามเลือกประเด็นที่กังวลมากที่สุดได้สามข้อ ดังนั้นเปอร์เซ็นต์จึงสะท้อนว่าผู้คนกังวลเรื่องนั้นแพร่หลายเพียงใด ไม่ใช่การแบ่งผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกเป็นกลุ่มที่แยกจากกัน ผลสำรวจระบุช่วงความเชื่อมั่นที่บวกลบ 3.5 จุดเปอร์เซ็นต์

ความกังวลเรื่องน้ำมันเพิ่มขึ้น 14 จุดจากเดือนกันยายน มาอยู่ที่ 31% ขยับจากอันดับเจ็ดเป็นอันดับสาม และสูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มจัดทำผลสำรวจในปี 2018 ตัวเลขเดือนกันยายนอยู่ที่ 17% หมายความว่าสัดส่วนผู้ที่จัดราคาน้ำมันเป็นหนึ่งในประเด็นกังวลหลักเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวภายในหนึ่งเดือน

อแมนดา ดัดดิง ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายกิจการสาธารณะของ Ipsos New Zealand เชื่อมโยงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกับแรงกดดันจากค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน:

เมื่อราคาน้ำมันในนิวซีแลนด์พุ่งขึ้นใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ความกังวลเรื่องค่าน้ำมันก็ทะยานขึ้นมาเป็นหนึ่งในสามประเด็นสำคัญที่สุดของประเทศ ผลสำรวจนี้ชี้ให้เห็นว่าชาวนิวซีแลนด์ยังคงอ่อนไหวอย่างมากต่อการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในครัวเรือนประจำวัน และตอกย้ำว่าแรงกดดันด้านค่าครองชีพมีความสำคัญต่อการกำหนดทัศนคติของผู้มีสิทธิเลือกตั้งก่อนการเลือกตั้งเพียงใด

ความกังวลเรื่องสาธารณสุขก็สูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มจัดทำผลสำรวจเช่นกัน โดยอยู่ที่ 45% เศรษฐกิจอยู่ในอันดับสี่ที่ 30% ตามด้วยการว่างงานที่ 19% ส่วนที่อยู่อาศัยอยู่ที่ 18%, ความยากจนและความเหลื่อมล้ำ 16%, อาชญากรรมและกฎหมายความสงบเรียบร้อย 14%, การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 12% และการศึกษา 8%

แครีน เฮอร์ค็อก ผู้จัดการประจำประเทศของ Ipsos New Zealand กล่าวว่า ผลสำรวจเกิดขึ้นในช่วงที่สื่อรายงานข่าวนักการเมืองพบปะกับแก๊งอาชญากรรมอย่างโดดเด่น อย่างไรก็ตาม ผู้ตอบแบบสอบถามยังคงให้ความสำคัญกับการเงินในครัวเรือนมากกว่าอาชญากรรม ซึ่งมีคะแนนต่ำกว่าระดับเดือนตุลาคม 2024 อยู่ 13 จุดเปอร์เซ็นต์

พรรคแรงงานได้รับความไว้วางใจมากที่สุดในประเด็นหลัก

ผลสำรวจ Ipsos ติดต่อกันเป็นครั้งที่สามที่ผู้ตอบแบบสอบถามมองว่าพรรคแรงงานมีความสามารถมากที่สุดในการจัดการประเด็นกังวลห้าอันดับแรก สำหรับเงินเฟ้อและค่าครองชีพ คะแนนของพรรคเพิ่มขึ้น 7 จุด มาอยู่ที่ 38% เทียบกับพรรคชาตินิยมที่ 24% พรรคชาตินิยมก็มีคะแนนดีขึ้นในประเด็นนี้ โดยเพิ่มขึ้น 3 จุด แต่คะแนนของพรรคแรงงานที่เพิ่มขึ้นมากกว่าทำให้ช่องว่างกว้างขึ้น

โฆษณา

ในบรรดาห้าประเด็นหลัก พรรคแรงงานได้เปรียบเหนือพรรคชาตินิยมมากที่สุดในเรื่องสาธารณสุข โดย 42% มองว่าพรรคแรงงานมีความสามารถมากที่สุด เทียบกับ 21% สำหรับพรรคชาตินิยม ส่วนเรื่องน้ำมันอยู่ที่ 35% ต่อ 20%, เศรษฐกิจ 34% ต่อ 29% และการว่างงาน 38% ต่อ 21% พรรคแรงงานยังนำในเรื่องที่อยู่อาศัย โดยได้ 35% เทียบกับพรรคชาตินิยมที่ 22%

พรรคชาตินิยมยังนำพรรคแรงงานเล็กน้อยในเรื่องอาชญากรรมและกฎหมายความสงบเรียบร้อย ด้วยคะแนน 29% ต่อ 28% ทำให้ประเด็นที่พรรคได้เปรียบที่สุดในผลสำรวจไม่อยู่ในห้าประเด็นที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งระบุบ่อยที่สุด

คะแนนเฉลี่ยประเมินผลงานรัฐบาลยังอยู่ที่ 4.1 จาก 10 ผู้ตอบแบบสอบถาม 26% ให้คะแนนเชิงบวกตั้งแต่ 7 ถึง 10 ขณะที่ 42% ให้คะแนนเชิงลบตั้งแต่ 0 ถึง 3 สัดส่วนคะแนนเชิงลบสูงกว่าคะแนนเชิงบวก 16 จุดเปอร์เซ็นต์

นโยบายหาเสียงของแต่ละพรรคสอดรับกับแรงกดดันเหล่านี้ พรรคแรงงานเสนอภาษีกำไรจากการขายสินทรัพย์เพื่อนำรายได้ไปสนับสนุนมาตรการต่าง ๆ รวมถึงการพบแพทย์ฟรีและระบบขนส่งสาธารณะที่กำหนดเพดานค่าโดยสาร ภาษีกำไรจากการขายสินทรัพย์จัดเก็บจากกำไรบางประเภทที่เกิดขึ้นเมื่อมีการขายสินทรัพย์ พรรคชาตินิยมรณรงค์คัดค้านการเก็บภาษีใหม่ และระบุว่าการค้าขายที่เข้มแข็งขึ้นกับการลดรายจ่ายภาครัฐที่ไม่จำเป็นจะช่วยเศรษฐกิจได้

ตัวเลขการจ้างงานทำให้การแข่งขันด้านเศรษฐกิจเข้มข้นขึ้น

ตัวเลขที่สำนักงานสถิติแห่งนิวซีแลนด์เผยแพร่เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายนระบุว่า อัตราการว่างงานอยู่ที่ 5.7% ในช่วงสามเดือนถึงเดือนกันยายน เพิ่มจาก 5.5% ในไตรมาสก่อนหน้า การจ้างงานลดลง 0.1% ส่วนอัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงาน ซึ่งหมายถึงสัดส่วนของประชากรวัยทำงานที่มีงานทำหรือกำลังหางาน ลดลงมาอยู่ที่ 70.4%

การเติบโตของค่าจ้างก็ชะลอตัวลงเช่นกัน ดัชนีต้นทุนแรงงานภาคเอกชนซึ่งไม่รวมค่าล่วงเวลาเพิ่มขึ้น 0.4% ในไตรมาสดังกล่าว เทียบกับ 0.7% ในช่วงสามเดือนก่อนหน้า การเติบโตเมื่อเทียบรายปีชะลอจาก 2.1% เหลือ 2.0% สำหรับครัวเรือน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนสถานการณ์ที่ยากลำบาก ประกอบด้วยโอกาสในการทำงานที่ลดลงและค่าจ้างที่โตช้าลง ขณะที่ความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายยังคงอยู่

บาร์บารา เอ็ดมอนด์ส โฆษกด้านการเงินของพรรคแรงงาน เรียกตัวเลขเหล่านี้ว่า "คำตัดสินที่น่าตำหนิต่อการบริหารเศรษฐกิจของคริสโตเฟอร์ ลักซอน" ส่วนนิโคลา วิลลิส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวว่าความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจเป็นสาเหตุของตัวเลขดังกล่าว และสนับสนุนให้เดินหน้าตามแผนของรัฐบาลเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ

ธนาคารกลางคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.75% โดยระบุว่าต้องการเวลาเพื่อประเมินการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสองครั้งก่อนหน้า อัตราดอกเบี้ยมีผลต่อต้นทุนการกู้ยืมและการใช้จ่าย ดังนั้นการจ้างงานที่อ่อนแอลงจึงเป็นอีกปัจจัยที่ต้องพิจารณาในการตัดสินใจเรื่องเงินเฟ้อ พรรคแรงงานให้คำมั่นว่าจะฟื้นฟูกรอบนโยบายสองด้านที่กำหนดให้ธนาคารกลางพิจารณาทั้งเสถียรภาพด้านราคาและการจ้างงานที่ยั่งยืน

โฆษณา

สองคะแนนเสียง และเสียงข้างมากที่อาจเปลี่ยนแปลงได้

ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสมของนิวซีแลนด์ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า MMP ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนได้สองแบบ คะแนนพรรคเป็นตัวกำหนดสัดส่วนที่นั่งของแต่ละพรรคที่ผ่านเกณฑ์เป็นส่วนใหญ่ ส่วนคะแนนผู้สมัครในเขตเลือกตั้งใช้เลือกผู้แทนท้องถิ่น โดยผู้สมัครที่ได้คะแนนมากที่สุดเป็นผู้ชนะ

โดยทั่วไป พรรคจะมีสิทธิได้ที่นั่งตามสัดส่วนเมื่อได้คะแนนพรรคอย่างน้อย 5% หรือชนะในเขตเลือกตั้งหนึ่งเขตขึ้นไป ช่องทางที่สองนี้สำคัญต่อ Te Pāti Māori ซึ่งจำนวนที่นั่งในรัฐสภาอาจขึ้นอยู่กับชัยชนะในเขตเลือกตั้งของชาวเมารีมากกว่าคะแนนทั่วประเทศ คาดการณ์ช่วงหาเสียงชี้ว่าพรรคอาจได้ ส.ส. กลับเข้าสภาราวสี่คน ขึ้นอยู่กับผลในแต่ละเขต

โดยปกติรัฐสภามี 120 ที่นั่ง แต่อาจมีจำนวนเพิ่มขึ้นจากที่นั่งส่วนเกิน หากคะแนนทั่วประเทศทำให้พรรคหนึ่งมีสิทธิได้ 30 ที่นั่ง แต่ชนะในเขตเลือกตั้ง 32 เขต พรรคจะได้ครองครบทั้ง 32 ที่นั่ง ทำให้จำนวนสมาชิกในรัฐสภาเพิ่มขึ้นอีกสองที่นั่ง เมื่อรัฐสภามีขนาดใหญ่ขึ้น จำนวนที่นั่งที่ต้องมีเพื่อครองเสียงข้างมากก็เพิ่มตามไปด้วย

Te Pāti Māori สนับสนุนให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนพรรคให้พรรคแรงงานหรือพรรคกรีน พร้อมกับเลือกผู้สมัครของพรรคในเขตเลือกตั้ง พรรคชาตินิยมก็อาจทำให้มีที่นั่งส่วนเกินได้ หากยังรักษาที่นั่งในเขตเลือกตั้งไว้ได้มากกว่าจำนวนที่คะแนนพรรคทั่วประเทศควรได้รับ พรรคชาตินิยมปฏิเสธคำแนะนำให้ผู้สนับสนุนลงคะแนนพรรคให้ ACT หรือ New Zealand First

ดังนั้น จำนวนที่นั่งสุดท้ายจึงขึ้นอยู่กับชัยชนะในเขตเลือกตั้งและคะแนนทั่วประเทศด้วย เป้าหมาย 61 ที่นั่งในการคาดการณ์ของ Freshwater ใช้กับสมมติฐานว่ารัฐสภามีสมาชิก 120 คน หากมีสมาชิกมากกว่านั้น จำนวนที่นั่งสำหรับครองเสียงข้างมากก็จะเปลี่ยนไป

คนต่างวัยเลือกนโยบายต่างกัน

ผลสำรวจ Freshwater พบว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งอายุน้อยกับสูงวัยมีแนวโน้มสนับสนุนพรรคต่างกันอย่างชัดเจน ในกลุ่มอายุต่ำกว่า 35 ปี พรรคแรงงานได้ 40.7%, พรรคกรีน 22.8% และพรรคชาตินิยม 17.9% คะแนนของพรรคแรงงานและพรรคกรีนรวมกันอยู่ที่ 63.5% ในกลุ่มนี้

ในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งอายุมากกว่า 55 ปี พรรคชาตินิยมอยู่ที่ 32%, New Zealand First ที่ 15.5% และ ACT ที่ 14.3% คะแนนสนับสนุนรวมกันอยู่ที่ 61.8% อัตราการออกไปใช้สิทธิของคนในแต่ละกลุ่มอายุจึงอาจมีผลต่อทั้งพรรคที่ได้คะแนนนำและดุลอำนาจระหว่างพรรคที่อาจร่วมรัฐบาล

พรรคพันธมิตรแต่ละพรรคมีนโยบายที่แตกต่างกัน พรรคกรีนเสนอเก็บภาษีความมั่งคั่ง ภาษีจากบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ และดำเนินการกับการครอบงำตลาดของซูเปอร์มาร์เก็ต ภาษีที่ดินของพรรค Opportunity จะจัดเก็บจากการถือครองที่ดิน ส่วนรายได้พื้นฐานถ้วนหน้าที่พรรคเสนอจะเปลี่ยนวิธีจ่ายเงินสนับสนุนแก่ครัวเรือน

โฆษณา

ACT เสนอให้ยุติมาตรการสนับสนุนกลุ่มเป้าหมายที่คณะแพทยศาสตร์ ส่วน New Zealand First ต้องการเปลี่ยนแปลงนโยบายคนเข้าเมืองครั้งใหญ่ ถอนตัวจากความตกลงปารีสว่าด้วยสภาพภูมิอากาศ และทบทวนการห้ามบำบัดเพื่อเปลี่ยนรสนิยมทางเพศ ทั้ง ACT และ New Zealand First รณรงค์จำกัดอำนาจของ Waitangi Tribunal ซึ่งสอบสวนข้อเรียกร้องเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อชาวเมารีของรัฐ

พรรคหน้าใหม่ก็พยายามเรียกร้องความสนใจนอกเหนือจากนโยบายเศรษฐกิจภายในประเทศ พอล ฮอปกินสัน หัวหน้าพรรค Free Palestine กล่าวว่าเป้าหมายของพรรคคือการนำประเด็นปาเลสไตน์เข้าสู่การหาเสียง ข้อเสนอใดจะได้บรรจุในนโยบายรัฐบาลขึ้นอยู่กับพรรคที่ได้ที่นั่งและข้อตกลงที่พวกเขาทำร่วมกัน

ปิดหีบเมื่อใด และเมื่อใดจึงนับคะแนนเสร็จสิ้น

หน่วยเลือกตั้งราว 2,300 แห่งมีกำหนดเปิดทั่วประเทศในวันที่ 7 พฤศจิกายน โดยมีผู้สมัคร 530 คนลงชิงที่นั่งในเขตเลือกตั้งหรืออยู่ในบัญชีรายชื่อพรรค การหาเสียงต้องยุติและเก็บป้ายหาเสียงออกก่อนเที่ยงคืนวันที่ 6 พฤศจิกายน จากนั้นจะมีข้อจำกัดการหาเสียงจนกว่าการลงคะแนนจะสิ้นสุด

การใช้สิทธิจากต่างประเทศก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ลงทะเบียนแล้วราว 126,000 คนแจ้งคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าพำนักอยู่ต่างประเทศ เทียบกับ 92,600 คนในปี 2023 เพิ่มขึ้นราว 36% ในกลุ่มผู้ลงทะเบียนในต่างประเทศ 64% อาศัยอยู่ในออสเตรเลีย

กำหนดการสำคัญมีดังนี้:

  • 26 ตุลาคม: เริ่มลงคะแนนล่วงหน้า
  • 6 พฤศจิกายน: วันสุดท้ายของการหาเสียง โดยการโฆษณาหาเสียงต้องยุติก่อนเที่ยงคืน
  • 7 พฤศจิกายน: เปิดให้ลงคะแนนในวันเลือกตั้งตั้งแต่ 9.00 น. ถึง 19.00 น. จากนั้นจะเริ่มประกาศผลเบื้องต้น
  • 27 พฤศจิกายน: กำหนดประกาศผลอย่างเป็นทางการ รวมคะแนนพิเศษและคะแนนจากต่างประเทศ
  • 3 ธันวาคม: วันสุดท้ายที่คณะกรรมการการเลือกตั้งจะส่งคืนหมายเลือกตั้งพร้อมผลอย่างเป็นทางการ

บัตรลงคะแนนจะนับด้วยมือ บัตรลงคะแนนพิเศษรวมถึงบัตรที่ลงคะแนนจากต่างประเทศและบัตรบางส่วนที่ลงคะแนนนอกเขตพื้นที่พำนักของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เมื่อคะแนนพรรค Opportunity อยู่ใกล้เกณฑ์ 5% มาก ผลนับคะแนนอย่างเป็นทางการอาจชี้ขาดว่าพรรคจะได้เข้าสู่รัฐสภาหรือไม่ และจะมีทางเลือกใดบ้างในการจัดตั้งรัฐบาล

ประเด็นสำคัญ

  • พรรคแรงงานนำพรรคชาตินิยม 30.7% ต่อ 26.4% ในผลสำรวจ Freshwater ช่วงท้าย แต่ผลสำรวจอื่นพบว่าการแข่งขันสูสีกว่า
  • ผลสำรวจคาดการณ์ว่าขั้วรัฐบาลจะได้ 59 ที่นั่ง ส่วนพรรคแรงงาน พรรคกรีน และ Te Pāti Māori จะได้ 55 ที่นั่ง ในรัฐสภา 120 ที่นั่ง
  • คะแนนสนับสนุนพรรค Opportunity ที่ 5.1% อยู่เหนือเกณฑ์เพียงเล็กน้อย และอาจอยู่ในสถานะชี้ขาด
  • ผู้ตอบแบบสอบถาม Ipsos 64% กังวลเรื่องค่าครองชีพ, 45% กังวลเรื่องสาธารณสุข และ 31% กังวลเรื่องราคาน้ำมัน
  • อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นเป็น 5.7% ในไตรมาสสิ้นสุดเดือนกันยายน สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2015
  • ปิดหีบเวลา 19.00 น. วันที่ 7 พฤศจิกายน มีกำหนดประกาศผลอย่างเป็นทางการวันที่ 27 พฤศจิกายน ส่วนการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลผสมอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์
แชร์บทความนี้

เรื่องที่คุณอาจชอบ